happy

.
.
วันนี้ (31 ธ.ค.) เป็นวันส่งท้ายปีเก่า ด้วยความที่ปีนี้เจอแต่เรื่องร้ายๆมาเยอะ ทั้งตกงาน ทั้งเจ้ากรรมนายเวรตามมาหลอกหลอน ผมเลยตัดสินใจว่าจะไปไหว้พระ 9 วัดในกรุงเทพฯ เพื่อความเป็นศิริมงคลกับชีวิต เผื่อว่าปีหน้าจะมีอะไรดีๆบ้าง.....
.
.
เริ่มที่แรกกันที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ซึ่งไม่ว่าจะมาเมื่อไหร่คนก็ยังคับคั่งเหมือนเดิม ทั้งผู้มาสักการะ และคนขายดอกไม้ธูปเทียน ขายปลาขายนกเพื่อปล่อยสะเดาะเคราะห์.... ผมตรงไปไหว้เสาหลักเมืองก่อน จากนั้นก็ค่อยมายกองค์พระอธิษฐาน ที่หอพระหน้าทางเข้า (แต่อธิษฐานเรื่องอะไรนั้น ขอสงวนไว้ครับ คึหึหึหึ) .
.
.
หลังจากสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเสร็จแล้ว ผมก็เดินข้ามถนนมาที่วัดพระแก้ว เพื่อเข้าไปสักการะพระแก้วมรกต เสร็จแล้วก็จะเดินออกมาที่ท่าช้างวังหน้าเพื่อลงเรือข้ามฟากไปวัดระฆังโฆสิตาราม แต่ด้วยความที่ไม่ค่อยคุ้นเส้นทางในวัดพระแก้ว ทำให้ตอนขาออกผมเดินหลงไปทางพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท แต่ก็ยังโชคดีที่ออกมาทางด้านหน้ามหาวิทยาลัยศิลปากร ถ้าหลงผิดทางไปไกลกว่านั้นก็อาจจะมีรายการท้อแท้เหนื่อยใจกันขึ้นบ้างก็ได้
.
.
ผมเดินต่อมาที่ท่าช้างวังหน้า แล้วก็ลงเรือข้ามฟากมาที่วัดระฆัง หลังจากไหว้พระเสร็จแล้วสิ่งที่สำคัญที่จะขาดไม่ได้ก็คือ ต้องตีระฆังครับ (แหงสิ...มาวัดระฆังจะให้ตีกลองหรือไง) ตอนแรกผมคิดว่าจะเดินดูความงามภายในวัดอีกซักหน่อย แต่เมื่อคิดถึงกำหนดการที่เหลืออีก 7 วัดแล้ว ก็ทำให้ผมต้องตัดใจเดินทางไปยังวัดต่อไป ก็คือวัดอรุณราชวรารามหรือวัดแจ้ง.....
.
.
เมื่อออกจากวัดระฆังมาถึงถนนใหญ่ได้แล้ว สิ่งแรกที่ผมต้องตัดสินใจก็คือ จะเดินทางไปวัดอรุณฯยังไงดี ตอนแรกคิดว่าจะนั่งรถไปแต่เมื่อกะระยะทางด้วยสายตาจากตอนนั่งเรือข้ามฟากแล้วก็มีความรู้สึกว่าน่าจะเดินไหวอยู่ผมเลยตัดสินใจที่จะเดิน แต่เมื่อเดินมาได้ถึงครึ่งทางแล้วผมสังเกตุเห็นป้ายบอกทางไปวัดกัลยาณมิตรซึ่งอยู่ห่างจากวัดอรุณฯไปอีกไม่ไกลนัก ทีแรกผมคิดจะแวะเข้าไปวัดอรุณฯก่อนแล้วค่อยไปวัดกัลยาณมิตร แต่เมื่อมาดูตารางการเดินทางแล้วทำให้ผมตัดสินใจเดินต่อไปอีกหน่อย เพื่อไปสักการะหลวงพ่อโต(ซำปอกง)ที่วัดกัลยาณมิตรเสียก่อน
.
.
เสร็จจากวัดกัลยาณมิตรแล้ว ผมก็เดินย้อนกลับมาที่วัดอรุณฯ หลังจากสักการะองค์พระประธานเสร็จแล้ว ผมก็เตรียมตัวลงเรือข้ามฟากไปยังจุดหมายต่อไป แต่ก็บังเอิญเหลือบไปเห็นพระปรางค์วัดอรุณฯเสียก่อน ก็เลยนึกในใจขึ้นมาว่า "เอ....ภูเขาทองเราก็เคยเดินขึ้นไปมาแล้ว พระปรางค์วัดอรุณฯดูแล้วก็ไม่สูงเท่าไหร่ น่าจะลองขึ้นไปดู" คิดดังนั้นแล้วผมก็เดินเลี้ยวเข้าไปที่พระปรางค์ก่อน...
.
แต่เมื่อขึ้นไปแล้ว ผมกลับนึกอยากเขกกะโหลกตัวเองขึ้นมาตะหงิดๆ เพราะว่าองค์พระปรางค์วัดอรุณฯนั้นไม่สูงเท่าภูเขาทองก็จริงครับ แต่บันไดขึ้นนั้นชันมากน่าจะมากกว่า 45 องศาด้วยแถมขั้นบันไดยังแคบอีกต่างหาก ทำให้ทั้งฝรั่งและคนไทย ทั้งเด็กหรือหนุ่มสาวที่ขึ้นไปต้องปฎิบัติตัวเหมือนคนแก่เดินขึ้นลงบันไดนั่นก็คือค่อยๆเดินขึ้นพร้อมกับจับขั้นบันไดไว้อย่างแน่นเหนียว(ไม่แนะนำให้ผู้เฒ่าผู้แก่ขึ้นครับ อันตรายมาก) ส่วนขาลงก็ไม่ต่างกันครับ แต่จะเร้าใจกว่าก็ตรงที่เห็นพื้นข้างล่างด้วย ท่านใดที่เป็นโรคกลัวความสูงมีสิทธิเข่าอ่อนกลิ้งโคโล่ลงมาเอาง่ายๆ...
.
.
หลังจากลงมาแล้วผมก็เดินมาลงเรือข้ามฟากมายังท่าเตียนเพื่อไปวัดโพธิ์ต่อ นี่แหละครับสาเหตุที่ผมต้องเดินไปวัดกัลยาณมิตรก่อน เพราะว่าวัดโพธิ์ซึ่งเป็นจุดหมายต่อไปนั่นอยู่ตรงข้ามวัดอรุณฯพอดี ถ้าไม่งั้นก็คงต้องเดินย้อนไปย้อนมา เมื่อข้ามมาถึงท่าเตียน(ซึ่งเป็นสมรภูมิรบของยักษ์วัดแจ้งกับยักษ์วัดโพธิ์ตามตำนานที่เล่ากันมา)เดินต่อมาอีกหน่อยก็ถึงวัดโพธิ์หรือวัดพระเชตุพนฯ หลังจากออกจากโบสถ์แล้ว ผมก็เดินดูตำราแพทย์ที่จารึกไว้บริเวณรอบๆวัด รวมทั้งตำราการนวดด้วย(ทำให้ผมนึกอยากใช้บริการขึ้นมาตะหงิดๆ เนื่องจากขาของผมกำลังป้อแป้ได้ที่หลังจากลงมาจากพระปรางค์วัดอรุณฯ)....
.
.
เมื่อออกจากวัดโพธิ์แล้วผมก็ขึ้นรถสาย 12 เพื่อไปวัดสุทัศน์ที่หน้าศาลาว่าการกทม.ต่อ ถึงตอนนี้ขาผมเริ่มแสดงอาการออกมาชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นเกือบจะยกขาข้ามธรณีประตูโบสถ์เกือบไม่พ้นเลยทีเดียว เสร็จจากวัดสุทัศน์แล้ว ผมก็ออกมายืนชั่งใจอยู่ที่เสาชิงช้าพักหนึ่งว่าจะไปอีกสามวัดที่เหลือ คือวัดสระเกศ,วัดบวรนิเวศ,วัดชนะสงครามต่อดีหรือเปล่า แต่เมื่อพิจารณาจากขาที่ป้อแป้เต็มทนแล้ว หากยังฝืนไปต่อก็คงมีโอกาสได้ไปนอนโรงพยาบาลแน่นอน ผมเลยตัดสินใจยกเลิกกำหนดการที่เหลือ แล้วเดินจากเสาชิงช้ากลับมาที่สนามหลวงเพื่อขึ้นรถกลับบ้าน...
.
.
นึกเสียดายอยู่เหมือนกันที่ไม่สามารถเดินทางไปจนครบ 9 วัดได้ แต่อีกใจหนึ่งก็นึกว่า"ดีแล้วล่ะ อย่าฝืนสังขารตัวเองเลย..." ถ้ามีโอกาสผมคงจะเดินทางไปอีกสามวัดที่เหลือให้ได้ล่ะครับ ไม่อย่างงั้นมันคงรู้สึกค้างคาใจน่าดูเลยล่ะ แต่ตอนนี้ขอตัวไปนวดขาก่อนล่ะนะครับ อ๋อยย....
.
.
.
สุดท้ายนี้ ก็ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจงดลบันดาลให้ทุกๆท่านที่เข้ามาอ่านจงพบเจอแต่สิ่งที่ดีๆตลอดปีใหม่ คิดสิ่งใดให้สมปรารถนา โรคาพยาธิอย่าได้มากล้ำกรายตลอดปี 2552 นะครับ....
.
.
.
สวัสดีปีใหม่ 2552 ครับผม