Talking

อุลคิโอร่า ชิฟเฟอร์ - พานพบเพื่อพลัดพราก



หากจะกล่าวถึงกลุ่มเอสปาด้าซึ่งเป็นยอดขุนศึกคู่ใจของจอมกบฎไอเซ็นแล้ว มีหลายคนในกลุ่มนี้ได้รับความนิยมจากผู้อ่านการ์ตูนเรื่อง Bleach เป็นอย่างมากจนเรียกได้ว่าแทบจะบดบังรัศมีของพระเอกอย่างคุโรซากิ อิจิโกะได้อย่างง่ายดาย เป็นต้นว่า กริมจอว์ แจ็คเกอร์แจ็ค เอสปาด้าหมายเลข 6 , นอยโทร่า จิลก้า เอสปาด้าหมายเลข 5 (ซึ่งเคยเขียนบทวิเคราะห์ไปแล้ว) และก็ยังมีอีกคนหนึ่งซึ่งโดดเด่นเกินหน้าเกินตาสหายเอสปาด้าเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือ เอสปาด้าหมายเลข 4 "อุลคิโอร่า ชิฟเฟอร์" (ซึ่งถูกตั้งฉายาน่ารักๆหลายชื่อจากผู้อ่านชาวไทยเช่น A4,ชายสี่หมี่เกี๊ยว,เจ้าชายเย็นชา หรือดาบอุล เป็นต้น)

ภาพลักษณ์ของอุลคิโอร่าที่ปรากฎต่อสายตาผู้อ่าน Bleach เป็นครั้งแรกนั่นก็คือชายหนุ่มท่าทางสุขุมเยือกเย็นแต่ผิวขาวซีดราวกับกระดาษ บนศีรษะมีหน้ากากฮอลโลว์ปกปิดอยู่ หน้าตานิ่งเฉยเจือด้วยความเย่อหยิ่งอยู่ในที ไม่ว่าจะในสถานการณ์ไหนสีหน้าของอุลคิโอร่าไม่เคยแสดงอารมณ์ใดๆออกมาทั้งสิ้น แต่สิ่งที่น่าสังเกตุบนใบหน้าของอุลคิโอร่านั่นก็คือเอสติกม่าหรือรอยบนใบหน้าซึ่งเป็นเส้นสีดำพาดยาวตั้งแต่ใต้ตาทั้งสองข้างลงมาถึงคาง มองเผินๆแล้วเหมือนกับรอยคราบน้ำตาของคนที่ผ่านการร้องไห้อย่างเจ็บปวดทุกข์ทรมานจนน้ำตาเป็นสายเลือด น่าเสียดายที่อ.คุโบะผู้เขียนไม่ได้อธิบายถึงเอสติกม่าของเอสปาด้าแต่ล่ะคนว่ามีความหมายและที่มาอย่างไร ไม่อย่างนั้นเราคงจะได้รู้กันว่ารอยที่เหมือนคราบน้ำตาของอุลคิโอร่านั้นถือกำเนิดมาได้อย่างไร (ถึงแม้ว่าอ.คุโบะจะยังไม่ได้อธิบายถึงความหมายของเอสติกม่าบนใบหน้าอุลคิโอร่า แต่ผู้อ่านหลายคนก็ลงความเห็นว่าน่าจะมาจากรอยคราบน้ำตาจากความสิ้นหวังสมัยที่ยังเป็นมนุษย์อยู่)

อุลคิโอร่าปรากฎตัวครั้งแรกในช่วงต้นของศึกอาร์รันคาร์ เขาถูกส่งมายังโลกมนุษย์พร้อมกับเอสปาด้าลำดับต่ำสุด(ตามข้อมูลที่ปรากฎในขณะนั้น) ยามี่ ริยัลโก้ ภารกิจที่ถูกส่งมาคราวนั้นเป็นเพียงการมาตรวจสอบพลังของอิจิโกะอย่างเดียว ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น แต่ด้วยความเอาแต่ใจของยามี่ซึ่งดูดวิญญาณของของมนุษย์ในบริเวณนั้นจนเกือบเกลี้ยงตามด้วยการเด็ดแขนของแช้ดไปหนึ่งข้างแถมด้วยการทำท่าจะลงมือทำร้ายโอริฮิเมะเข้าเสียอีก ทำให้อิจิโกะต้องเปิดศึกกับอุลคิโอร่าและยามี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลของการต่อสู้ครั้งนั้นจบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปของอิจิโกะด้วยฝีมือของยามี่โดยที่อุลคิโอร่าไม่ได้ลงมือเลยสักนิดเดียว ซึ่งถ้าหากว่าอุราฮาร่าและโยรุอิจิไม่ออกหน้ารับมือยามี่เอาไว้ล่ะก็พระเอกของเราก็คงจะสิ้นชื่อเสียตั้งแต่ตอนนั้น

หลังการต่อสู้จบลงอุลคิโอร่าและยามี่เป็นฝ่ายถอยทัพกลับไปยังฮุเอโก้ มุนโด้ พร้อมกับข้อมูลของอิจิโกะเพื่อนำไปรายงานให้กับนายเหนือหัวของตน แต่สิ่งที่ไอเซ็นให้ความสนใจกลับไม่ใช่ฝีมือของอิจิโกะตามที่ตนได้สั่งให้ไปเก็บข้อมูลมา หากแต่เป็นความสามารถในรักษาด้วยหกบุปผาของโอริฮิเมะซึ่งเคยสร้างความประหลาดใจให้กับอุโนะฮานะ เร็ตสึหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ที่ 4 มาแล้ว ทันทีที่เห็นพลังของหกบุปผาจอมกบฎไอเซ็นก็มองเห็นช่องทางที่จะใช้ประโยชน์จากโอริฮิเมะขึ้นมาทันที เขาจึงมอบหมายภารกิจต่อไปให้กับอุลคิโอร่า นั่นก็คือการไปชิงตัวโอริฮิเมะมายังฮูเอโก้ มุนโด้ (และภารกิจชิงตัวครั้งนี้เองที่ทำให้โอริฮิเมะถูกตั้งป้อมเกลียดชังจากผู้อ่านหลายคนตามที่เคยกล่าวไปแล้วในบทวิเคราะห์ของโอริฮิเมะ)

เมื่อภารกิจใหม่ที่ได้รับลุล่วงลง โอริฮิเมะถูกนำตัวมาควบคุมไว้ที่ฮูเอโก้ มุนโด้ตามคำสั่งของไอเซ็นแล้ว ในระหว่างที่รอความเคลื่อนไหวของฝ่ายโซล โซไซตี้นี้เอง  จอมกบฎไอเซ็นก็ได้มอบหมายหน้าที่ให้อุลคิโอร่าเป็นผู้ดูแลโอริฮิเมะในระหว่างที่ถูกคุมตัวอยู่ และด้วยหน้าที่อันนี้เองทำให้อุลคิโอร่าได้เรียนรู้บางสิ่งจากเชลยศักดิ์คนนี้ เช่นในมังงะตอนที่ 262 ซึ่งเขานำอาหารมาให้โอริฮิเมะกิน แต่ก็ถูกปฎิเสธอย่างไม่ใยดีพร้อมกับการพร่ำพูดถึงแต่เรื่องของเพื่อนๆที่บุกเข้ามาช่วยเธอ เขาจึงปล่อยวาจาเชือดเฉือนอารมณ์ของโอริฮิเมะอย่างเต็มที่หวังจะให้เธอรู้สึกสิ้นหวังกับการที่จะได้พบหน้าเพื่อนฝูง แต่ผลตอบรับก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่ ฝ่ามือน้อยๆของโอริฮิเมะตบฉาดเข้าเต็มหน้าของอุลคิโอร่าเป็นสิ่งตอบแทนวาจาเชือดเฉือนในครั้งนั้นจนทำให้เขาต้องเป็นฝ่ายถอยไปเอง

และด้วยเหตุการณ์ที่กล่าวมานี้ ทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าทำไมอุลคิโอร่าถึงถูกตบได้อย่างง่ายดายแบบนั้น ด้วยฝีมือของคนระดับเขาการจะหลบหรือหยุดยั้งมือของโอริฮิเมะไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย แต่นี่เขากลับนิ่งเฉยยอมรับฝ่ามือนั้นโดยดุษฎี แถมยังทำราวกับว่าเรื่องทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้นและยอมถอยทัพไปอย่างง่ายดาย ทิ้งไว้เพียงคำพูดที่ว่าถ้าโอริฮิเมะยังไม่ยอมกินอาหารเขาจะบังคับให้เธอกินเอง

ถ้าจะมองกันอย่างเป็นกลางโดยไม่เอาความรู้สึกส่วนตัวมาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ก็พอจะมองได้ว่าที่อุลคิโอร่าไม่ยอมหลบนั้นอาจจะเป็นเพราะเขารู้ดีว่าฝ่ามือของโอริฮิเมะไม่ได้มีพลังอะไรที่น่ากลัวเลยถึงจะโดนตบก็คงไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรทั้งสิ้น บวกกับความแปลกใจในท่าทีของโอริฮิเมะที่ไม่ได้รู้สึกหวั่นเกรงอะไรในสถานะเชลยของตัวเองแต่กลับห่วงใยคนอื่นๆมากกว่า ก็เลยอาจจะทำให้อุลคิโอร่าสนใจอยากจะดูปฏิกิริยาของเชลยศักดิ์คนนี้ ซึ่งมีความรู้สึกของ"มนุษย์"อยู่อย่างเต็มเปี่ยม

เหตุการณ์สำคัญอีกอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกว่าอุลคิโอร่ากำลังให้ความสนใจในสิ่งที่เรียกว่า"อารมณ์ของมนุษย์" นั่นก็คือเรื่องราวหลังจากที่ไอเซ็นได้ตัดสินใจยกทัพหลวงบุกโลกมนุษย์ โดยทิ้งโอริฮิเมะไว้ยังท้องพระโรงใหญ่ของลาส นอเช่ พร้อมกับใช้เท็นเทย์คุระ(ข่ายฟ้าโองการสวรรค์)ประกาศกับทุกชีวิตในฮุเอโก้ มุนโด้ว่า บัดนี้เขาไม่มีความจำเป็นต้องใช้โอริฮิเมะอีกแล้ว หากต้องการจะเอาตัวกลับไปก็มิได้ขัดข้อง แต่คำสั่งทิ้งท้ายนั้นกลับเป็นการฝากฝังลาส นอเช่ไว้กับเอสปาด้าหมายเลข 4 อุลคิโอร่า ชิฟเฟอร์(ส่วนเอสปาด้าหมายเลข 1-3 นั้น ได้ถูกมอบหมายให้เป็นทัพหลวงบุกโลกมนุษย์กับไอเซ็นไปแล้ว) ซึ่งก็เป็นเหมือนการบอกกลายๆว่า "จงกำจัดผู้บุกรุกให้หมด"

หลังจากรับคำสั่งแล้ว อุลคิโอร่าก็ได้เริ่มต้นตั้งคำถามกับเชลยศักดิ์ของฮูเอโก้ มุนโด้ทันทีเมื่อเขาเห็นว่าโอริฮิเมะมิได้มีทีท่าหวาดกลัวอันใดเลย ทั้งๆที่รู้ว่าตนเองนั้นหมดความหมายสำหรับไอเซ็นแล้ว

"อาจจะจริงที่การมีความรู้สึกตรงกับอีกฝ่ายอย่างสมบูรณ์อาจจะเป็นไปไม่ได้" โอริฮิเมะตอบคำถามของอุลคิโอร่า เมื่อเขาถามถึงสาเหตุที่เธอยังเชื่อมั่นในตัวของพวกพ้อง "แต่ว่าหากเราให้ความสำคัญกับอีกฝ่ายแล้วล่ะก็ หัวใจของเรากับเค้าก็จะค่อยๆเข้าใกล้กัน ที่ว่าหัวใจเป็นหนึ่งเดียวกันน่ะคงจะหมายถึงแบบนี้ล่ะมั้ง"

เมื่อได้ยินคำตอบแบบนี้เอสปาด้าหมายเลข 4 ก็ได้กล่าวต่อมาด้วยวาจาเชือดเฉือนในแบบของเขา "มนุษย์อย่างพวกเจ้านี่ช่างพูดคำนั้นออกมาได้ง่ายดายเหลือเกินนะ พูดอย่างกับว่าของพรรค์นั้นมันลอยอยู่เหนือฝ่ามืออย่างนั้นแหละ" ก่อนจะตอกย้ำด้วยสิ่งที่เขาเชื่อมั่นมาตลอดกับสิ่งที่เรียกว่า"ความรู้สึก"

"ดวงตาคู่นี้ของข้ามองเห็นได้ทุกอย่าง ไม่มีสิ่งใดจะรอดพ้นไปได้ สิ่งที่ไม่ได้สะท้อนให้เห็นก็คือสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ข้าตัดสินเช่นนั้นและต่อสู้เรื่อยมา"

"หัวใจคืออะไรกัน" เขาตั้งคำถามกับโอริฮิเมะ "หากข้าผ่าอกเจ้าออกมาจะเห็นหรือไม่ หากข้าผ่าหัวกระโหลกเจ้าออกมาตอนนี้จะเห็นหรือไม่" นี่คือคำถามของยอดขุนพลแห่งฮูเอโก้ มุนโด้ต่อเชลยผู้ซึ่งเชื่อมั่นในสิ่งที่เรียกว่า"หัวใจ" แต่ยังไม่ทันจะได้คำตอบอันใด เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับอิจิโกะเสียก่อน

จากเหตุการณ์ที่กล่าวมาด้านบนนี้ ทำให้ผมมองเห็นความรู้สึกอะไรหลายๆอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในห้วงคำนึงของอุลคิโอร่า แต่ที่แสดงออกมาอย่างเด่นชัดที่สุดในคำพูดของเขา ก็น่าจะเป็นความรู้สึกที่เรียกว่า"สงสัย"มากกว่า

ถ้าจะถามว่าอุลคิโอร่าสงสัยอะไร ข้อนี้น่าจะตอบได้ไม่ยากครับ สิ่งที่อุลคิโอร่าสงสัยก็คือ ความเชื่อมั่นและยึดถือในสิ่งที่เรียกว่า"หัวใจ"ของโอริฮิเมะ ซึ่งตัวเขามองว่าเป็นสิ่งที่ไร้สาระ แต่สิ่งไร้สาระนี้กลับสร้างความกล้าหาญให้หญิงสาวเป็นอย่างมาก มากเสียจนอาจหาญพอที่จะพูดคุยโต้ตอบกับเขาด้วยอาการที่เด็ดเดี่ยวไร้ซึ่งความกลัวใดๆ ด้วยสิ่งนี้นี่เองทำให้อุลคิโอร่าเริ่มค้นหาคำตอบว่า"หัวใจ"ที่โอริฮิเมะกล่าวถึงนั้นมันคืออะไร เพราะตลอดชีวิตความเป็นฮอลโลว์เรื่อยมาจนก้าวถึงตำแหน่งเอสปาด้า เขาไม่เคยเชื่อมั่นในสิ่งเหล่านี้เลย สิ่งที่เขายึดถือมีเพียงสิ่งที่ดวงตาของเขามองเห็นเท่านั้น

หากมองจากสิ่งที่อุลคิโอร่ายึดถือมาตลอด ก็นับได้ว่าเขาเป็นนักรบที่แท้จริงคนหนึ่ง ไม่ใส่ใจหรือหวั่นไหวไปกับอารมณ์ต่างๆซึ่งอาจทำให้เพลี่ยงพล้ำแก่ศัตรูได้ แต่ทว่าอุลคิโอร่าอาจจะไม่เคยรู้ว่า ผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นยอดขุนพลผู้เกรียงไกรได้นั้น หาได้มีแต่ฝีมือการรบเท่านั้น แต่ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าความละเมียดละไมของอารมณ์ด้วย ดังจะเห็นได้จากขุนศึกชาวจีนและญี่ปุ่นในยุคโบราณที่จำเป็นต้องเรียนรู้ในเรื่องของดนตรี การเขียนอักษรและการวาดภาพด้วย เพราะหากขาดสิ่งเหล่านี้ไปเสียแล้วคนๆนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากเครื่องจักรสังหารที่ไร้ซึ่งจิตใจ ซึ่งคงไม่มีใครต้องการให้ผู้ที่หลงลืมความละเอียดอ่อนทางอารมณ์ที่เป็นพื้นฐานของจิตใจมนุษย์ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ปกครองสูงสุดอย่างแน่นอน

"เพราะมีหัวใจ....ข้าจึงริษยา
เพราะมีหัวใจ....ข้าจึงตะกละตะกราม
เพราะมีหัวใจ....ข้าจึงละโมบช่วงชิง
เพราะมีหัวใจ....ข้าจึงหยิ่งผยอง
เพราะมีหัวใจ....ข้าจึงดูแคลน
เพราะมีหัวใจ....ข้าจึงโกรธเกรี้ยว
เพราะมีหัวใจ....ข้าจึงปรารถนาทุกสิ่งที่เป็นเจ้า"

นี่คือคำโปรยจากปกในของบลีช ฉบับที่ 40 (แปลไทยโดย NED Comics) ถึงแม้ อ.คุโบจะไม่ได้ระบุว่าหมายความถึงใคร แต่เชื่อว่านักอ่านส่วนใหญ่คงลงความเห็นว่าจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากอุลคิโอร่า เพราะว่าสิ่งที่อยู่ในคำโปรยข้างบนนี้ก็คือบาป 6 ประการ ที่อยู่ใน"หัวใจ"ของมนุษย์ที่อุลคิโอร่ากำลังสงสัยอยู่นั่นเอง

(หมายเหตุ : บาป 6 ประการนี้เป็นคำสอนของศาสนาคริสต์ แต่ที่จริงแล้วในคำสอนมีบาปทั้งหมด 7 ประการ ซึ่งประกอบด้วย
- Gluttony (ตะกละ)
- Greed (โลภ)
- Sloth (เกียจคร้าน)
- Lust (ราคะ)
- Pride (เย่อหยิ่ง)
- Envy (ริษยา)
- Wrath (เกรี้ยวกราด)
คำโปรยด้านบนนั้นได้แยกบาปข้อที่ชื่อว่า Pride ออกมาเป็น 2 ข้อ คือ "หยิ่งผยอง" และ "ดูแคลน" ครับ )

ในบลีชเล่มที่ 40 นี้เองมีหลายเหตุการณ์ที่อุลคิโอร่าได้แสดงถึง"อารมณ์ของมนุษย์"(หรือสิ่งไร้ประโยชน์ตามที่เขาเคยดูแคลนเอาไว้)ออกมาอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธในตอนที่อิจิโกะพูดออกมาว่าอุลคิโอร่าใกล้ความเป็นมนุษย์มากขึ้น หรือการตวาดอิจิโกะที่พยายามจะสู้กับเขาทั้งที่สภาพร่างกายกำลังจะถึงขีดสุด และฉากที่สำคัญที่สุดก็คือฉากที่โอริฮิเมะและอิชิดะตามขึ้นมาบนยอดโดมของลาส นอเช่ และสิ่งที่ทั้งสองเห็นก็คือร่างของอิจิโกะในสภาพปางตาย ก่อนที่ยอดขุนพลหมายเลข 4 จะยิงซีโร่สีดำของเขาทะลวงร่างของอิจิโกะต่อหน้าต่อตาโอริฮิเมะ สิ่งที่แฝงอยู่ในคำพูดสุดท้ายก่อนที่อุลคิโอร่าจะยิงซีโร่นั้นคืออารมณ์ของมนุษย์ที่เรียกว่า"เย้ยหยัน" (จะคิดไปเองหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ผมเหมือนจะเห็นรอยยิ้มเยาะเย้ยปรากฎอยู่บนใบหน้าของอุลคิโอร่าด้วย)

อุลคิโอร่าจะรู้ตัวหรือไม่ว่าตอนนี้เขาเองกำลังถูกสิ่งที่เรียกว่า"อารมณ์"เข้าครอบงำเสียแล้ว ทำให้เขาซึ่งดูหมิ่นดูแคลน"มนุษย์"กำลังเข้าใกล้ความเป็น"มนุษย์"ไปอย่างช้าๆ..........

หลังการต่อสู้กับอิจิโกะแล้ว ร่างกายของอุลคิโอร่าซึ่งเสียหายจนถึงขีดสุดได้ค่อยๆสลายเป็นผงไปทีละส่วนๆ เจ้าตัวเองถึงกับเอ่ยปากด้วยความเสียดายว่า"อุตส่าห์จะเริ่มสนใจพวกเจ้าขึ้นมาแล้วทั้งที" นั่นหมายความว่า เขาเองเริ่มจะเข้าใจอารมณ์ของมนุษย์ขึ้นมาบ้างแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาก่อนจะดับสลายของตนเองก็ตาม

ก่อนที่ร่างของตนจะสลายกลายเป็นฝุ่นทราย อุลคิโอร่าหันมาถามโอริฮิเมะด้วยใบหน้าเฉยเมยตามปรกติของเขาว่า "ข้าน่ากลัวมั้ย แม่หญิง" และคำตอบที่ได้จากหญิงสาวก็คือ "ไม่เลย" เพียงคำตอบสั้นๆเท่านี้เองคำพูดสุดท้ายอันแฝงไว้ด้วยนัยยะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นดีใจ,เสียใจ หรือเสียดาย ก็หลุดออกมาจากปากของยอดขุนพลผู้เคร่งขรึมว่า.....

"อย่างนั้นหรือ....."

เพียงเท่านั้นเอง ร่างของเขาก็สลายกลายเป็นฝุ่นทรายเพื่อกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนที่เขาถือกำเนิด.....ฮูเอโก้ มุนโด้






ในห้วงคำนึงสุดท้ายของอุลคิโอร่า สิ่งที่เขารู้สึกได้และปรารถนาจะสัมผัสก่อนจะดับสูญ นั่นก็คือความอบอุ่นจากมือของโอริฮิเมะที่พยายามจะยื่นมาจับมือของเขาราวกับจะรั้งเขาเอาไว้จากมรณะในครั้งนี้ พริบตานั้นเองที่อุลคิโอร่าได้พบกับความหมายของสิ่งที่เรียกว่า"หัวใจ"ซึ่งเขาสงสัยมาตลอด................

บางคนอาจจะค้นพบคำตอบของชีวิตตนในช่วงเวลาที่ชีวิตใกล้จะปลิดปลง ถึงแม้จะเป็นการ"พานพบ"ก่อนที่จะ"พลัดพราก" แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้อาจจะทำให้เรารู้สึกอิ่มใจว่าค้นพบคำตอบของสิ่งที่ตามหามาทั้งชีวิตแล้วไม่ใช่หรือครับ...............

 

 

//////////////////////////////////////////////////

 

ติดตามตอนเก่าๆได้ที่นี่ครับ

++++ Bleach : ในทรรศนะของข้าพเจ้า ชุดที่ 1 ++++ 

 

++++ Bleach : ในทรรศนะของข้าพเจ้า ชุดที่ 2 ++++