เมื่อสิบกว่าปีก่อนตอนที่กิจกรรมคอสเพลย์เดินทางจากญี่ปุ่นมาแพร่หลายในประเทศไทย เหล่าผู้ร่วมกิจกรรมหรือคอสเพลย์เยอร์ในขณะนั้นคงนึกไม่ถึงว่า กิจกรรมเล็กๆอันแสนสนุกของพวกเขากำลังจะก้าวเดินและเติบโตไปในทางที่พวกเขาเองก็ไม่อาจคาดเดาได้....

เวลาผ่านไปกิจกรรมคอสเพลย์เป็นที่รู้จักกว้างขวางมากขึ้น จากงานเล็กๆที่จัดกันเองในหมู่ผู้ชื่นชอบที่เหล่าผู้จัดต้องควักเนื้อระดมทุนกันเองตามมีตามเกิด กลับกลายเป็นงานใหญ่โตที่มีสปอนเซอร์เป็นสินค้าแบรนด์ดังจนทำให้สินค้าทั้งหลายแทบจะแย่งกันเป็นผู้จัด จากรางวัลเล็กๆน้อยๆพอเป็นค่ารถกลับบ้าน(ซึ่งแทบจะไม่มีใครสนใจเลยเมื่อเทียบกับความสนุกที่ทุกคนได้รับ) กลับกลายเป็นเงินรางวัลหลักหมื่นจนไปถึงการไปเที่ยวต่างประเทศ จากงานรวมตัวของผู้ที่ชื่นชอบในสิ่งเดียวกัน พบปะพูดคุยในเรื่องของมังงะ อนิเมและดนตรีที่ตนชื่นชอบ กลายเป็นดั่งโคลีเซียมที่มีเหล่าแกลดิเอเตอร์ออกมาฆ่าฟันกันจนกว่าจะตายไปข้างหนึ่ง....

(......ขณะที่เรากำลังตั้งข้อสังเกตุเกี่ยวกับมาตรฐานของงานประกวดคอสเพลย์แต่ละงานในประเทศของเรา ในวาบหนึ่งของความคิด ผมกำลังสงสัยว่าในปีหนึ่งๆ ในประเทศไทยของเรามีงาน"ประกวด"คอสเพลย์ทั้งหมดกี่งานกันแน่ แล้วในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นกำเนิดของคอสเพลย์ล่ะ แต่ละปีเขามีงาน"ประกวด"คอสเพลย์กี่งานกัน? แล้วงานที่ใหญ่ระดับประเทศ(หรืออาจจะระดับโลก)อย่างเช่นงานคอมิคมาร์เก็ตล่ะเขามีการประกวดคอสเพลย์หรือไม่? ถ้ามีเขาจะมีบรรทัดฐานในการตัดสินอย่างไร? ถ้าไม่มี...เพราะอะไรถึงไม่มี? แล้วคอสเพลย์เยอร์ชาวญี่ปุ่นเขาคิดอย่างไรกับการประกวด? งานประกวดบางงานจะเป็นงานประกวดระดับโลกตามชื่อหรือเปล่า?...
.
.
.
ถ้าผมหาคำตอบให้กับคำถามที่วาบขึ้นมาในความคิดเหล่านี้ได้ ไม่แน่ว่าผมอาจจะได้คำตอบเกี่ยวกับมาตรฐานของงาน"ประกวด"คอสเพลย์ที่เหมาะสมก็ได้.......แต่เสียดาย....ที่ผมยังเขลานัก....)

ถึงแม้จะน่าดีใจที่กิจกรรมเล็กๆเมื่อสิบกว่าปีก่อนกลายเป็นที่รู้จักกว้างขวางอย่างทุกวันนี้ แต่ถ้ามองถึงสิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนกันแล้ว ผมก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าเหล่าผู้บุกเบิกในครั้งนั้นจะยินดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น.....

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราจะพูดถึงในวันนี้ครับ เพราะประเด็นที่เราจะพูดถึงในวันนี้ก็คือกิจกรรมเล็กๆอีกอย่างที่แตกหน่อแยกกอออกมาจากวงการคอสเพลย์ นั่นก็คือการที่เหล่าคอสเพลย์เยอร์พากันหอบหิ้วประดาชุดสุดรักแลเครื่องประกอบ(หรือมีศัพท์เรียกกันในวงการว่า"ออปชั่น") หลีกหนีจากงานคอสเพลย์ออกไปหาสถานที่สำหรับถ่ายรูปกันเป็นการส่วนตัว ซึ่งเรียกกันว่า"ไพรเวทคอสเพลย์" หรือที่นิยมเรียกกันให้สั้นลงไปอีกว่า"ไพรเวท"นั่นเอง

สำหรับคอสเพลยเยอร์ทั้งหลายนอกจากชุดและอุปกรณ์ประกอบที่ถูกต้องสมบูรณ์ตามต้นแบบแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันนั่นก็คือภาพที่ถ่ายออกมาแล้วดูดีและมีอารมณ์ภาพใกล้เคียงกับต้นแบบมากที่สุด จึงทำให้หลายคนกว่าจะนำรูปถ่ายในชุดคอสเพลย์ของตนออกมาเผยแพร่(ทั้งแบบสาธารณะและไม่สาธารณะ) จะต้องนำรูปเหล่านั้นผ่านกระบวนการ GMO โดยโฟโต้ช็อปกันขนานใหญ่

แต่ถึงแม้จะผ่านกระบวนการ GMO มากมายแค่ไหน ก็ดัดแปลงได้แต่เพียง"หน้าตา" แต่สิ่งสำคัญที่ไม่อาจแก้ไขได้ในรูปก็คือ"สถานที่"นั่นเองครับ ยกตัวอย่างเช่น คุณคอสเป็นพ่อบ้านเซบาสเตียนด้วยชุดที่ตรงตามแบบเป๊ะ แต่งหน้าอย่างดี โพสท่าอย่างงดงาม แต่ฉากหลังกลับเป็นโต๊ะขายโดจิน ผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ หรือกองทัพช่างภาพที่กำลังรุมถ่ายรูปอาเบะกำลังนั่งอยู่บนม้ายาว เพียงเท่านี้ก็สามารถทำให้อารมณ์ของภาพลดหายไปเกือบหมดแล้วล่ะครับ

ด้วยเหตุผลข้างบนนี้เองทำให้คอสเพลย์เยอร์หลายคนตัดสินใจออกเดินทางค้นหา"สถานที่"ซึ่งสวยงามและเหมาะสมที่สุดสำหรับชุดและความรู้สึกของพวกเขา จนกลายมาเป็นสิ่งที่เรียกว่า"ไพรเวทคอสเพลย์"นั่นเอง (แต่ความเป็นจริงแล้ว เหตุผลของการดั้นด้นค้นหาครั้งนี้มีอีกเยอะนักครับ บางเหตุผลก็น่าเห็นใจ เช่นบางคนรู้สึกไม่ค่อยชอบที่ๆคนพลุกพล่านเท่าไหร่ เนื่องจากอาจจะก่อความเสียหายกับชุดและอุปกรณ์แสนรักของตนได้ แต่บางเหตุผลฟังแล้วรู้สึกปิติสลดใจกึ่งฮาปนสังเวชยังไงก็ไม่ทราบ ก็ว่ากันไปตามความพอใจของแต่ละคนครับ)

และสิ่งที่ผมจะพูดถึงในวันนี้ก็คือสถานที่ซึ่งเหมาะสม(และบางที่ก็เป็นที่ยอดนิยม)