ปฐมบท : อกาลิโก โลกุตระ (เหนือโลก เหนือกาลเวลา)


ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ที่ซึ่งอยู่พ้นความคิดทั้งปวงของมนุษย์ ปราศจากรอยก้าวเดินแห่งเวลา และความเปลี่ยนแปลง ไร้ซึ่งเปลวแสงแห่งสุริยัน และ แสงนวลแห่งจันทรา หรือ แม้แต่ประกายแห่งดวงดาว ท่ามกลางผืนฟ้าอันมืดสนิท มันเป็นที่ตั้งของปราสาทแห่งหนึ่งซึ่งลอยอยู่ท่ามกลางผืนฟ้ามืดมิดอันเวิ้งว้างไร้ขอบเขต แต่ทว่า...........ช่างน่าประหลาดนัก แม้จะปราศจากแสงสว่าง แต่ปราสาทก็กลับเปล่งแสงเรืองรองราวกับว่าหินทุกก้อนที่สร้างปราสาทนี้เรืองแสงได้ด้วยตัวเอง.....................

 

เมื่อเราเดินเข้าไปในปราสาทนี้ สิ่งแรกที่เห็นก็คือลานกว้างใหญ่พอจะจุผู้คนได้นับหมื่น แต่บัดนี้กลับมีคนอยู่เพียง 4 คน พวกเขากำลังยืนอยู่บนแท่นใจกลางลาน ตรงกลางแท่นนั้นมีหลุมขนาดใหญ่อยู่และในหลุมนั้น กำลังโชติช่วงไปด้วยเปลวเพลิงสีขาว...............

 

ด้านหนึ่งของแท่นเป็นบันไดหินที่ทอดยาวจากแท่นนั้น ไปยังอาคารซึ่งสูงตระหง่านที่สุดอยู่ในปราสาทแห่งนี้ บันไดนั้นหยุดที่หน้าประตูหินขนาดมหึมาซึ่งเป็นทางเข้าของอาคารแห่งนั้น

 

คนทั้ง 4 ซึ่งยืนล้อมรอบเปลวเพลิงสีขาวอยู่นั้น มิได้เอ่ยวาจาใดๆกันเลย พวกเขายืนสงบนิ่งราวกับรอคอยอะไรบางอย่างอยู่..............

 

"นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่พวกเราไม่ได้มาชุมนุมกันอย่างนี้ อนัตตา"  หนึ่งในสี่คนนั้นเปล่งเสียงขึ้นทำลายความเงียบที่ปกคลุมอยู่ เจ้าของเสียงเป็นหญิงสาวที่งดงามเกินกว่าจะสรรหาคำพรรณาใดๆมาเปรียบเปรยได้ ผมยาวสลวยสีเงินยวงปกคลุมทั่วทั้งแผ่นหลัง ประดับศีรษะด้วยมงกุฎเงินรูปเปลวเพลิง ปกคลุมร่างกายด้วยภัสตราภรณ์สีทองสุกปลั่ง ขับผิวสีขาวนวลของเธอให้ดูโชติช่วงแข่งกับเปลวเพลิงที่อยู่ตรงหน้า.............

 

"นานเท่าไหร่อย่างนั้นหรือรังสิยา เจ้าก็รู้นี่ว่ากาลเวลาไม่มีความหมายสำหรับพวกเรา" ร่างที่อยู่ตรงข้ามเธอเปล่งเสียงตอบมา ร่างนั้นอยู่ในผ้าคลุมสีดำสนิทตั้งแต่หัวจรดเท้า เว้นไว้เพียงที่ใบหน้าเท่านั้น แต่.......ที่ใบหน้านั้นก็ว่างเปล่า ราวกับว่าผ้าคลุมสีดำนั่นเป็นผู้ตอบคำถามเสียเอง...........

 

"ความอดทนยังคงน้อยอยู่เหมือนเดิมนะ รังสิยา" เสียงเย้ยหยันดังมาจากร่างที่อยู่อีกฟากของเปลวเพลิง เจ้าของเสียงเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน ผิวและเส้นผมสีดำสนิท ดวงตาสีแดงก่ำราวกับสีเลือด สวมเกราะแบบนักรบ มือข้างหนึ่งถือขวานขนาดพอกันกับร่างนั้น
"ข้าแน่ใจว่ายังไม่ได้ถามอะไรกับเจ้าเลยนะ อนธกาล" รังสิยาตอบด้วยใบหน้ายิ้มๆ แต่วาจาแฝงเร้นด้วยการเชือดเฉือน................
"รังสิยา.........นี่เจ้า" ชายที่ชื่ออนธกาลแสดงอาการไม่พอใจ พร้อมกับยกมือขึ้นชี้หน้าหญิงสาว..........

 

"........หยุด........." เสียงห้ามดังมาจากร่างในผ้าคลุมสีเงินที่นิ่งเงียบอยู่นานแล้ว "รังสิยา อนธกาล สงบปากคำของพวกเจ้าเสีย ที่นี่คือวิหารของท่านอจินไตย จงอย่าได้ก่อการวิวาทขึ้นในนี้" เสียงนั้นแม้จะมิได้เจือด้วยอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น แต่ก็ทรงอำนาจยิ่งนัก มันสะกดคู่กรณีทั้งสองให้นิ่งงัน และในที่สุดรังสิยาและอนธกาลก็ก้มหัวลงแสดงอาการคำนับ
"ข้า...ขอโทษด้วย" ทั้งคู่กล่าวแทบจะเป็นเสียงเดียวกัน.............

 

"หึๆๆ.........ยังเข้มงวดอยู่เหมือนเดิมนะ อสงไขย" เสียงปนหัวเราะแว่วมาจากปลายบันไดหินเบื้องบน พร้อมกับเสียงลั่นครืนมาจากประตูหินขนาดมหึมานั่น...............มันกำลังเปิดออก............

 

โดยไม่ได้นัดหมาย ทั้งสี่คนทรุดกายลงทำความเคารพ โดยมิได้เงยหน้าขึ้นมองที่มาของเสียงเลย...........

 

เมื่อประตูเปิดออก ร่างในเครื่องทรงแบบกษัตริย์ก็ก้าวออกมาอย่างแช่มช้า ผ่านลานหินที่คั่นระหว่างบันไดกับประตู มาหยุดยืนอยู่ที่ปลายบันได ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงก้องกังวานไปทั่วลานกว้างนั้น
"ลุกขึ้นเถิด ทุกท่าน" สิ้นเสียง ทุกคนก็ลุกขึ้นยืน พร้อมกับแหงนหน้าขึ้นมองร่างที่ปรากฎขึ้นมา............

 

"ต้องขอโทษด้วย ที่เรียกชุมนุมทุกท่านอย่างกะทันหัน" ร่างนั้นกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม "หามิได้ครับ ถ้าเป็นคำสั่งของท่านอจินไตย พวกเรายินดีปฏิบัติตาม" ชายในผ้าคลุมสีเงินตอบ
"ขอบใจสำหรับความภักดีของพวกท่าน เอาล่ะ.......มาพูดถึงเรื่องที่ข้าเรียกพวกท่านมาชุมนุมวันนี้ดีกว่า.........ข้าเชื่อว่าพวกท่านทุกคนคงรู้ดี ว่าตอนนี้กำลังจะถึงจุดสิ้นสุดของวิวัฏฏฐายีอสงไขยกัปป์แล้ว ข้าจึงเรียกพวกท่านมาชุมนุมกันเพื่อปรึกษาอะไรบางอย่างหน่อย" "ปรึกษาอะไรคะ ท่านอจินไตย ช่วงสิ้นกัปป์นี้จะเกิดอะไรขึ้นเหรอ" รังสิยาถามมาด้วยความประหลาดใจ

 

"ข้ามองไม่เห็น.........รังสิยา มันมืดมนไปหมด" คำตอบที่ได้ทำให้ทุกคนนิ่งไป "อะไรกัน ยังมีสิ่งที่ท่านอจินไตยผู้รู้แจ้งทุกสรรพสิ่งมองไม่เห็นด้วยหรือครับ"  "ยังมีอยู่ อนธกาล สิ่งที่ข้าไม่อาจมองเห็นหรือคาดเดาได้ อย่างน้อยก็การกำเนิดในภพภูมินี้ของพวกเจ้าไงล่ะ ที่ข้าไม่อาจคาดเดาได้...." อจินไตยตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

 

"ถ้าอย่างนั้น วันนี้ท่านเรียกพวกเรามาด้วยเหตุใดครับ ท่านอจินไตย" อนัตตาถาม "ข้าต้องการคำปรึกษา ทุกๆท่าน....." อจินไตยตอบ พร้อมกับก้าวเดินลงบันไดมาหยุดอยู่ตรงหน้าทุกคน "เราควรจะทำยังไงดี ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ควรจะเป็น หรือควรจะยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย.......... "

 

"ทำไมเราเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยล่ะคะ ปล่อยให้เป็นอย่างที่ควรเป็นจะดีกว่า" "ข้าสังหรณ์ใจ.......รังสิยา สังหรณ์ว่าเหตุการณ์ที่จะเกิดก่อนสิ้นกัปป์นี้ จะเป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เคยเกิดขึ้นมาเมื่อครั้งก่อนๆ........" อจินไตยตอบด้วยสีหน้าเป็นกังวล "แต่ถึงยังไงก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราไม่ใช่เหรอครับ......"

 

"ช้าก่อน ข้าเข้าใจประสงค์ของท่านอจินไตยแล้วล่ะ อนัตตา......"  เสียงเรียบๆสอดขึ้นมา อนัตตาหันขวับไปมองเจ้าของเสียง "เป็นเจ้าอีกแล้วนะ อสงไขย ท่าทางข้าจะปิดบังอะไรกับเจ้าไม่ได้เลยนะนี่......." อจินไตยหัวเราะเบาๆ..........

 

"ท่านอจินไตยต้องการอะไรอย่างนั้นหรือ ท่านอสงไขย"  "ท่านอจินไตยต้องการส่งใครซักคนไปบันทึกเรื่องราวกลับมาให้ท่านได้รู้ไงล่ะ" คำตอบของอสงไขยสร้างความกระจ่างให้กับทุกคน
"แล้วทำไมท่านถึงต้องการจะรู้เรื่องราวเหล่านั้นด้วยล่ะครับ มันมีความสำคัญตรงไหนหรือ ข้าไม่คิดว่าเหตุผลที่ท่านบอกมาจะเป็นสิ่งสำคัญนะครับ มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่" คำพูดของอนัตตาเรียกรอยยิ้มของอจินไตยได้อีกครั้ง

 

"หลักแหลมมาก อนัตตา" อจินไตยกล่าวชมเชยพร้อมกับถอนหายใจเบา "เหตุผลจริงๆก็คือ ข้าคิดว่าเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นนี้ มันจะนำใครสักคนหนึ่งมาเป็นสมาชิกใหม่ของพวกเราน่ะสิ.............."
"อย่างนั้นเองเหรอครับ" อสงไขยกล่าวด้วยรอยยิ้มพรายที่ปรากฎบนใบหน้า "ในที่สุด 4 ผู้พิทักษ์อย่างเราก็จะต้องยื่นข้อเสนออีกแล้วใช่มั้ยครับ ท่านอจินไตย"

 

"ถูกต้องแล้ว อสงไขย เจ้าไม่คิดว่ามันน่าสนใจเหรอ ว่าใครที่จะได้ก้าวมาสู่ภพภูมิอันเป็นนิรันดร์แห่งนี้" อจินไตยกล่าวพร้อมกับโบกมือผ่านเปลวเพลิงสีขาวที่อยู่ตรงกลางแท่น มันลุกโพลงขึ้นราวกับจะยินดีปรีดากับเหตุผลของอจินไตย...................

 

"แล้วท่านคิดจะส่งใครไปสังเกตุการณ์ล่ะคะ ท่านอจินไตย" คำถามของรังสิยาทำให้อจินไตยนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ "ตอนแรกข้าคิดจะส่งคนใดคนหนึ่งในพวกท่านไป แต่เมื่อคิดดูให้ดีแล้ว มันคงน่าตื่นเต้นกว่า ถ้าพวกท่านทุกคนจะได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดพร้อมกัน.........................ภาสสูร!......." ประโยคสุดท้าย อจินไตยเอ่ยนามหนึ่งด้วยเสียงอันก้องกังวานไปทั่วทั้งลานกว้างนั้น

 

สิ้นเสียงของอจินไตย ก็ปรากฎร่างๆหนึ่งเดินเข้ามาในลานกว้าง ร่างนั้นสวมเสื้อและกางเกงสีดำ เสื้อคลุมสีขาวเป็นมันเลื่อมราวกับไข่มุกรับกับเส้นผมยาวสลวยสีไข่มุกซึ่งรวบไว้ทางด้านหลัง เส้นผมของเขานั้นปรากฎความความแปลกประหลาดอย่างหนึ่ง นั่นคือเส้นผมจากศีรษะจนถึงส่วนที่รวบไว้ที่ท้ายทอยเป็นสีขาวไข่มุก แต่ทว่าเส้นผมส่วนที่เลยจากท้ายทอยลงไปจนถึงสะโพกนั้นเป็นสีดำสนิท ด้านหลังของเขาสะพายพิณสีเขียวราวกับปีกแมลงทับ.................

 

"ท่านอจินไตยเรียกหาข้าด้วยเหตุอันใดครับ" ร่างนั้นคุกเข่าลงทำการคารวะ พร้อมกับถามด้วยเสียงกังวานใสเหมือนเสียงระฆังแก้วยามต้องลม...............
"เชื่อว่าเจ้าคงได้ยินเรื่องทั้งหมดแล้วนะภาสสูร ข้าต้องการให้เจ้ารับหน้าที่บันทึกเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นด้วยเพลงพิณและการขับขานของเจ้า จะยอมรับหน้าที่นี้มั้ย" ภาสสูรยิ้มน้อยๆก่อนที่เสียงระฆังแก้วนั้นจะตอบมาอย่างสั้นๆ "ถ้าเป็นบัญชาของท่านอจินไตย ภาสสูรผู้นี้ไม่เคยคิดขัดขืนครับ......" สิ้นเสียงตอบรับ ภาสสูรก็ทำท่าจะลุกขึ้น แต่แล้ว.............

 

"ช้าก่อน ภาสสูร....." เสียงของอจินไตย ชะงักการเคลื่อนไหวของภาสสูรไว้เพียงแค่นั้น "มีอะไรครับ ท่านอจินไตย"  "มีเรื่องหนึ่งที่ข้าจะขอเตือนเจ้าไว้ หน้าที่ของเจ้าคือการบันทึกเรื่องราวเท่านั้น จงอย่าได้สอดมือเข้ายุ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น เข้าใจมั้ย.........." อจินไตยกล่าวเตือนมา

 

"รับทราบครับ ท่านอจินไตย" ภาสสูรก้มหัวลง แสดงอาการรับรู้ "เอาล่ะ ไปได้แล้ว ข้าหวังว่าพิณของเจ้าคงจะบันทึกเรื่องราวทั้งหมดไว้ได้นะ ภาสสูร"
"ข้าจะไม่ทำให้ท่านอจินไตยผิดหวังครับ....."  พูดจบร่างในเสื้อคลุมขาวก็ลุกขึ้น หันหลังเดินออกไปจากที่ชุมนุม ปลดพิณออกมาถือไว้พร้อมกับพรมนิ้วลงไปบนสายพิณ เพื่อเริ่มต้นการขับขานบทแรกของมหากาพย์แห่งการดับสูญของทุกสิ่ง.................................

 

 

"................เอวํม เม สุตํ เอกํ สมยํ............"
".............(ข้าพเจ้าได้ยินมา ในสมัยหนึ่ง)............."

 


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

อธิบายศัพท์ 

เนื่องจากฟิคชั่นเรื่องนี้มีพื้นฐานมาจากพระไตรปิฎก ดังนั้นจึงมีศัพท์ที่ไม่คุ้นหูเยอะ ผมก็เลยต้องทำส่วนนี้ขึ้นมาเพื่ออธิบายศัพท์ให้ทุกคนเข้าใจครับ


เริ่มที่ชื่อของตัวละครเลยนะครับ................

****************************************

 

อจินไตย (อะ - จิน - ตัย) : คำๆนี้มาจากคำว่า อ(ไม่) + จินตะ(ความคิด) เมื่อนำมารวมกันเข้า ก็จะเป็นคำว่า "อจินต" ซึ่งฟังดูขัดๆ ดังนั้นจึงมีการกร่อนเสียงจนกลายเป็นคำว่า "อจินไตย"นี่แหละครับ คำๆนี้ในทางพุทธศาสนาใช้เรียกสิ่งที่ไม่ควรคิดหาเหตุผลครับ เพราะถ้าพยายามคิดแล้วอาจจะทำให้เป็นบ้าไปได้  ตัวอย่างของสิ่งที่เรียกว่า "อจินไตย" ก็คือคำถามที่ว่า "ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน" นั่นแหละครับ.....

 

อสงไขย (อะ - สง - ขัย) : มาจากคำว่า อ(ไม่) + สังขยา(ไม่ใช่ชื่อขนมนะครับ แปลว่า "การนับ") ใช้เรียกจำนวนที่มากมายถึงขั้น"นับไม่ถ้วน" ภาษาไทยโบราณจะเรียกจำนวนเหล่านี้ว่า "อสงไขย" (ไม่สามารถนับได้)

 

อนัตตา (อะ - นัด - ตา) : คำๆนี้อาจจะคุ้นๆกันบ้างนะครับ เป็นศัพท์ทางพุทธศาสนาหมายถึง "ไร้ตัวตน" ครับ ( อ + อัตตา) อธิบายง่ายๆก็คือตัวเรานี่แหละ คุณลองหาดูสิครับว่าชิ้นส่วนไหนในตัวของคุณที่เรียกว่า "คน" ทางศาสนาได้ให้คำตอบไว้ว่า "คน" คือคำเรียกอวัยวะต่างๆที่มาประกอบรวมกันเข้า เช่น แขน,ขา,ลำไส้,ผม ฯลฯ เมื่อนำอวัยวะต่างออกไป สิ่งที่เรียกว่า"คน"ก็หายไปด้วย นี่แหละครับ "อนัตตา".......

 

รังสิยา : หมายถึง "แสงสว่าง"ครับ...........(สั้นจังวุ้ย)

 

อนธกาล : หมายถึง "ความมืด" คำๆนี้มักใช้คู่กับคำว่า "มืดมน"  เป็น "มืดมนอนธกาล".................


ตัวละครทั้งหมดนี้ ยกเว้นอจินไตย  ผมตั้งใจคิดชื่อมาให้เป็นคู่ๆกันครับ ก็คือ............

 

คู่แรก = อสงไขย - อนัตตา : ...........จำนวนนับไม่ถ้วน - ความว่างเปล่า..............

คู่ที่สอง = รังสิยา - อนธกาล : ............แสงสว่าง - ความมืด.............

 

ส่วนอจินไตย ที่ผมเลือกให้เป็นหัวหน้านั้นก็เพราะว่าความหมายของชื่อนั่นแหละครับ "ไม่สามารถจินตนาการได้".................


*******************************************


ทีนี้ก็......มาถึงคำที่หลายๆคนคิดเหมือนกันเมื่อเห็นคำๆนี้..................คิดว่าอะไรน่ะเหรอครับ..................

 

"...........มันอ่านว่าอะไรวะ........."

 

คำๆนั้นก็คือ..........................


*******************************************

วิวัฏฏฐายีอสงไขยกัปป์ (วิ - วัด - ตะ - ถา - ยี - อะ - สง - ขัย - กับ) : คำๆนี้เป็นคำศัพท์มาจากพระไตรปิฎกครับ ใช้เรียกยุคที่ 4 ของโลกเรา ในทางพุทธศาสนาแบ่งโลกของเราเป็น 4 ยุค ดังนี้ครับ.......

 

ยุคที่ 1 : สังวัฏฏอสงไขยกัปป์ (สัง - วัด - ตะ - อะ - สง - ขัย - กับ) ยุคที่โลกกำลังถูกทำลาย
ยุคที่ 2 : สังวัฏฏฐายีอสงไขยกัปป์ (สัง - วัด - ตะ - ถา - ยี - อะ - สง - ขัย - กับ) ยุคที่โลกถูกทำลายเรียบร้อยแล้ว
ยุคที่ 3 : วิวัฏฏอสงไขยกัปป์ (วิ - วัด - ตะ - อะ - สง - ขัย - กับ) ยุคที่โลกกำลังจะคืนสู่สภาพปกติ
ยุคที่ 4 : วิวัฏฏฐายีอสงไขยกัปป์ (วิ - วัด - ตะ - ถา - ยี - อะ - สง - ขัย - กับ) ยุคที่โลกกลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว

 

ช่วงเวลาที่อจินไตยกล่าวถึงในเรื่อง ก็คือยุคที่ 4 นั่นแหละครับ และเป็นยุคเดียวที่มนุษย์สามารถอาศัยอยู่ได้ เพราะว่ายุคที่ 1 และ 2 นั้น ผลของการทำลายล้างยังคงคุกรุ่นอยู่ ส่วนยุคที่ 3 โลกก็เพิ่งจะฟื้นตัวเท่านั้น....................

 

ทีนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่า แต่ละยุคนี่....มันนานแค่ไหนกัน.........ในพระไตรปิฎกมีคำอธิบายเรื่องกัปป์ต่างๆดังนี้ครับ...............

 

ในช่วงต้นยุคที่ 4 มนุษย์เรามีอายุขัยยืนนานมาก มากถึง 10 ยกกำลัง 139 ปี หรือเรียกว่า "อสงไขยปี"  ต่อมาอายุขัยของเราก็ค่อยๆลดลง ทุก 100 ปี อายุขัยจะลดลง 1 ปี จนสุดท้าย เหลืออายุขัยเพียง 10 ปี แล้วก็กลับเพิ่มขึ้นอีก ด้วยอัตราเท่าเดิม คือ 100 ปีเพิ่มขึ้น 1 ปี จนกลับมาเท่าอสงไขยปีตามเดิม (จะใช้เวลานานแค่ไหน......กรุณาคำนวณกันเอาเองครับ.........ผมตกเลข ...............

 

ช่วงเวลา 1 รอบอสงไขยปีนี้ มีชื่อเรียกว่า 1 อันตรกัปป์ และ นับไป 64 อันตรกัปป์ จะเท่ากับ 1 อสงไขยกัปป์ และ .............. 4 อสงไขยกัปป์ จะเป็น 1 มหากัปป์..............

 

สรุปให้ง่ายๆก็คือ........ช่วงเวลาที่โลกถูกทำลายราบคาบ จนถึง กลับมาถูกทำลายอีกครั้ง  นั่นแหละครับ เป็น 1 มหากัปป์..................

 

หรือจะเขียนให้อ่านง่ายๆ.................ก็จะได้แบบนี้ครับ...............

 

หนึ่งรอบอสงไขยปี  เป็น  1 อันตรกัปป์
64 อันตรกัปป์  เป็น  1 อสงไขยกัปป์
4 อสงไขยกัปป์  เป็น  1 มหากัปป์

 

ที่กล่าวมานี้............หลายคนอาจบอกว่า เข้าใจยาก ไม่เป็นไรครับ "รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม" ก็ถือซะว่าเอาไว้ประดับความรู้แล้วกัน................


*******************************************

 

ในที่สุดก็เอามาลงจนได้..........ช่วงนี้ยุ่งเหลือเกิน เฮ้อ....

ตอนต่อๆไปจะพยายามเอามาลงให้เร็วที่สุดนะครับ

Comment

Comment:

Tweet

อืม...
เล่นศัพท์ขั้นสูง ถึงอ่านยากเข้าใจลำบาก
แต่น่าสนใจครับ จะติดตาม..โอ้ๆๆ.!!~
confused smile
[ปล.--> ผม Update blogแล้ว
ว่างๆเข้าไปชมกันได้ big smile

#1 By [Unlimited > tequilaboy ;-/ on 2010-03-15 18:51