ขออนุญาตนำเอาชื่ออัลบั้มของคุณมาโนช พุฒตาล มาใช้เลยล่ะกันครับ.....เนื่องจากเป็นประโยคที่บ่งบอกถึงการแสดงความเห็นได้อย่างชัดเจนดีจริงๆ.....

 

อันเนื่องมาจากได้ไปอ่านเอนทรี่นี้ Eguana's blog ซึ่งเป็นการรีวิวตัวละครจากรีบอร์นในมุมมองของเจ้าของบล็อกเอง....ผมก็เลยมีความรู้สึกว่า....ไหนๆเราก็เป็นแฟนบลีชอยู่แล้ว....แถมยังชอบนั่งถกเรื่องตัวละครอีก ก็เลยตัดสินใจลองเขียนดูบ้าง.....

 

 ++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 คุจิคิ ลูเคีย - ชีวิตของเธอ.....แต่เธอไม่ใช่เจ้าของ



เริ่มกันที่สาวร่างเล็กที่เป็นขวัญใจของแฟนบลีชหลายๆคนครับ คุจิคิ ลูเคีย ผู้ชักนำให้อิจิโกะ พระเอกของเราเข้าสู่เส้นทางความเป็นยมฑูตอย่างเต็มตัว....

จากข้อมูลที่รู้กันอยู่แล้ว ลูเคียเป็นน้องสาวของฮิซานะ ภรรยาของคุจิคิ ลูเคีย หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ที่ 6 ผู้สืบทอดตระกูลคุจิคิ 1 ใน 4 ตระกูลใหญ่ของโซลโซไซตี้ ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นชีวิตที่เพียบพร้อม ในฐานะสมาชิกของตระกูลสูงศักดิ์ และฐานะรองหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ที่ 13.....

แต่ความเพียบพร้อมนี่แหละครับ ที่เป็นเสมือนพันธนาการที่จองจำความเป็น"ลูเคีย"เอาไว้ได้อย่างแน่นหนา....

แต่เดิมเธอเป็นเพียงเด็กเร่ร่อนในเขตชายขอบของเมืองลูคอนซึ่งอันตรายไม่ต่างอะไรกับสลัมบนโลกมนุษย์เลย และด้วยความอันตรายของถิ่นที่อยู่นี่แหละ ที่หล่อหลอมให้ลูเคียต้องกลายเป็นคนแข็งแกร่งจนกล้าที่จะก้าวจากความเป็นเด็กสลัม มาสู่หนทางแห่งยมฑูต.....

และด้วยหนทางที่เธอเลือกนี่เอง ทำให้เธอต้องก้าวเข้ามาแบกรับสิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่างนามแห่ง"คุจิคิ"เอาไว้ด้วยบ่าเล็กๆทั้งสองข้าง....แม้มันจะหนักแสนหนักเพียงใดแต่เธอก็ไม่อาจปริปากบ่นได้....ด้วยสำนึกในพระคุณที่ตระกูลนี้ได้ชุบเลี้ยงมา....และด้วยความเจียมตนเพราะสิ่งที่รับรู้ตอนเข้าสู่ตระกูลว่า ที่เด็กข้างถนนอย่างตนได้รับเมตตาจากตระกูลสูงศักดิ์นี้.....เป็นเพราะตนเองมีหน้าตาคล้ายกับภรรยาผุ้ล่วงลับของท่านเจ้าบ้านเท่านั้นเอง.....(ถึงแม้ภายหลังจะได้รับรู้ว่าอดีตภรรยาผู้ล่วงลับของเบียคุยะคือพี่สาวแท้ๆของเธอก็ตาม)

ลองคิดกันเล่นๆ หากเรานำนามของ"คุจิคิ"ออกจากบ่าของเธอแล้วล่ะก็ ลูเคียจะเหลืออะไร........สิ่งที่ลูเคียเหลืออยู่ก็คือเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งมีอารมณ์อ่อนไหวตามที่พึงจะมี รวมทั้งอารมณ์หวาดกลัว สิ้นหวัง เจ็บแค้น น้อยเนื้อต่ำใจ.....

วันเวลาที่เธออยู่บนโลกมนุษย์นั้น.....น่าจะเป็นช่วงที่ลูเคียได้ปลดปล่อยตัวตนของเธอออกมา ได้หัวเราะ ได้เฮฮา ได้ทำอะไรแปลกๆที่เธอไม่มีโอกาสได้ทำ เชื่อว่าในตอนนั้น ลูเคียเองก็คงมีความรู้สึกในส่วนลึกว่า ที่นี่น่าจะเป็น"บ้าน"ของเธอมากกว่า

จนกระทั่งวันหนึ่ง พี่ชายของเธอได้ปรากฎตัวขึ้น...และนำตัวเธอกลับไปพิพากษายังโซลโซไซตี้ วันเวลาแสนสุขของเธอจึงได้จบสิ้นลง....

นั่นก็เป็นอีกครั้ง ที่นาม"คุจิคิ"ได้พรากตัวตนของลูเคียไป.....


และนามของ"คุจิคิ"นี่แหละ ที่พันธนาการความคิดและความรู้สึกของเธอเอาไว้ แม้จะรู้ว่าพี่ชายของตนเลือกที่จะสละเธอ.....เพื่อรักษานามของคุจิคิ ในยามที่เธอละเมิดกฎของยมฑูตอย่างร้ายแรง เธอก็ไม่มีปริปากอุทธรณ์ใดๆ กลับก้มหน้าก้มตารับความตายที่กำลังจะถูกมอบให้...

แต่แล้ว............ปราการน้ำแข็งที่แน่นหนาในใจของเธอ กลับถูกทำลายด้วยวาจาของจอมเจ้าเล่ห์แห่งหน่วยพิทักษ์ที่ 3  "อิชิมารุ งิน"

ในวันที่เธอกำลังเดินไปสู่ลานประหาร วันที่เธอเตรียมใจรับการดับสูญของชีวิตนั่นเอง....อิชิมารุก็ได้ผ่านเข้ามา....พังป้อมปราการของลูเคีย ด้วยเรื่องของผองเพื่อนจากโลกมนุษย์ผุ้บุกเข้ามาในเซย์เรย์เทย์เพื่อช่วยชีวิตของเธอ....

ในตอนนั้นเอง......สิ่งที่ถูกปกปิดไว้ด้วยปราการน้ำแข็งก็ได้แสดงตัวตนของมันออกมา นั่นคือความอ่อนไหวที่อยู่ภายใต้เปลือกนอกอันเข้มแข็ง เวลานั้นน่าจะเป็นเวลาเดียวที่เราสามารถมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของลูเคียได้.......

ตัวตนที่ไม่ได้ถูกปกคลุมด้วยปราการน้ำแข็งและพันธนาการด้วยเกียรติยศของเด็กสาวผู้มีนามว่า............"คุจิคิ ลูเคีย"




อิโนอุเอะ โอริฮิเมะ - นางสิงห์ในคราบลูกแกะ



ตอนแรกที่ผมอ่านเรื่องบลีช และเห็นตัวละครตัวนี้....คำแรกที่ให้ผมนิยามกับโอริฮิเมะก็คือ "สาวน้อยแอ๊บแบ๊ว"........

ด้วยลักษณะนิสัยป้ำๆเป๋อๆ ติงต๊องนิดๆ และทำอะไรไม่ค่อยเป็นของเธอ จึงไม่แปลกที่จะมีใครหลายคนมองว่าเธอเป็นนางเอกจำพวก "สวย ใส ไร้สติ" เป็นแค่ไม้ประดับธรรมดาๆ....ไม่มีคุณค่าอะไร ไม่ต้องแบกรับภาระอะไรทั้งสิ้น....ล่องลอยอย่างอิสระเสรีไปในโลกแห่งความฝันที่ตนสร้างขึ้น จนแม้แต่สาวแกร่งอย่างลูเคียยังแอบอิจฉาในความมีอิสระเสรีทั้งร่างกายและจิตใจของสาวน้อยแอ๊บแบ๊วคนนี้....


แต่เมื่อเวลาผ่านไปโอริฮิเมะค่อยๆแสดงความเป็นนางสิงห์ผุ้เด็ดเดี่ยวของเธอออกมาเรื่อยๆ.......เริ่มตั้งแต่การเผชิญหน้ากับฮอลโลว์ที่เป็นอดีตพี่ชายผุ้ล่วงลับของเธอ....ผู้กำลังจะมาปลิดชีวิตเธอเนื่องจากเคียดแค้นที่เธอหลงลืมการพูดคุยกับเขาอีกต่อไป นับแต่ได้รู้จักกับอิจิโกะและเพื่อนๆ.... เมื่อโอริฮิเมะรู้ว่าพี่ชายที่สู้ทนลำบากเลี้ยงดูเธอมาแต่เล็กแต่น้อย ต้องจ็บปวดทรมานเพราะเธอเป็นต้นเหตุ เธอเลือกที่จะสละชีวิตของตนเพื่อบรรเทาบาดแผลในวิญญาณของพี่ชายผุ้เป็นเสมือนพ่อบังเกิดเกล้าอย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ.......

อีกครั้งหนึ่งก็คือ ตอนที่ฮอลโลว์บุกโรงเรียนของเธอและใช้พลังบังคับให้เหล่าเพื่อนๆให้เข้าห้ำหั่นกับเธอ ไม่เว้นแม้แต่เพื่อนสนิทที่คอยค้ำจุนจิตใจของเธออย่างทัตสึกิ จนในที่สุดเธอต้องเลือกที่จะลุกขึ้นสู้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นปีศาจร้ายก็ตาม ด้วยจิตอันมั่นคงและเด็ดเดี่ยวในครั้งนี้ของเธอ จึงเรียกให้ 6 บุปผาผุ้พิทักษ์ปรากฎกายขึ้นและปวารณาตัวรับใช้เธอตราบจนลมหายใจสุดท้าย

ล่วงเข้าสู่ศึกระหว่างยมฑูตและอาร์รันคาร์ โอริฮิเมะก็ถูกอุลคิโอร่าจับตัวไปโดยเอาความปลอดภัยของผองเพื่อนเป็นสิ่งต่อรอง ซึ่งเธอก็เลือกที่จะตามศัตรูไป โดยฝากความหวังไว้กับผองเพื่อนว่า....จะสามารถนำตัวเธอกลับมาได้....

(ด้วยเหตุการณ์ตรงนี้เอง....ทำให้หลายคนเคืองโอริฮิเมะอยู่ หาว่าทำตัวเป็นนางเอกบ้าง ไม่เชื่อใจฝีมือของเพื่อนบ้าง พลอยให้หลายๆคนตั้งป้อมเกลียดโอริฮิเมะไปเลยก็มี แต่.....ด้วยความเคารพครับ ในสถานการณ์ตอนนั้น ต่อให้เป็นสาวแกร่งอย่างลูเคีย ก้คงไม่สามารถตัดใจทิ้งเพื่อนได้หรอกครับ....เพราะเราไม่รู้ว่าผุ้ที่สู้กับเพื่อนของเราอยู่นั้นจะร้ายกาจแค่ไหน หากตัดสินใจพลาดขึ้นมามันคงจะเป็นตราบาปติดตัวไปจนชั่วชีวิตเลยล่ะ ว่าเรา....ปล่อยให้เพื่อนของเราตาย และที่สำคัญที่สุด....ต่อให้ดื้อแพ่งจนเพื่อนตายหมด อุลคิโอร่าก็คงจะลากโอริฮิเมะไปด้วยอยุ่ดี)

มาถึงตอนสำคัญที่สุด ที่แสดงถึงพัฒนาการด้านความเด็ดเดี่ยวของโอริฮิเมะ....นั่นคือมังงะตอนที่ 262...........

โอริฮิเมะซึ่งในสภาพของเชลยแบบ"เลี้ยงดีมีบรรดาศักดิ์"ของไอเซ็น กำลังกังวลเกี่ยวกับเพื่อนที่บุกเข้ามาช่วยตนถึงฮูเอโก้ มุนโด้ ซึ่งเป็นกองบัญชาการของศัตรู ขณะนั้นเอง อุลคิโอร่าซึ่งพาตัวเธอมาและได้รับคำสั่งให้คอยดูแลเธอได้นำอาหารมาให้พร้อมกับพูดแกมบังคับให้กินเสีย แต่เธอก็มิได้นำพาในคำสั่งนั้น เอาแต่พุดถึงเรื่องของเพื่อนๆ จนอุลคิโอร่าต้องใช้วาจาเชือดเฉือนโดยหวังจะให้โอริฮิเมะสำเหนียกถึงชะตากรรมของเพื่อนๆ....

ตอนแรกคาดว่าโอริฮิเมะจะออกแนวประมาณนางเอ๊กกก...นางเอก ทรุดลงร้องไห้พร้อมกับร้องกรี๊ดๆ .....แต่ผิดคาดครับ สิ่งที่อุลคิโอร่าได้รับเป็นการตอบแทนในครั้งนี้ก็คือ ฝ่ามือน้อยๆของโอริฮิเมะที่ตบฉาดเข้าเต็มหน้า แถมด้วยการจ้องหน้าอย่างไร้ความหวาดกลัวใดๆ ทำให้เจ้าชายเย็นชาของเราต้องเป็นฝ่ายถอยทัพไปเอง....

จากทั้งหมดที่ว่ามานี้.....แสดงให้เห็นว่า...เวลาผ่านไป โอริฮิเมะเหมือนจะยิ่งยอมรับสถานะของตนและพัฒนาความเข้มแข็งให้มากขึ้นได้เรื่อยๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่ลูเคียจะรู้สึกอิจฉาโอริฮิเมะ ที่สามารถปลดปล่อยตนเองไปกับความรู้สึกนึกคิดได้โดยไม่มีพันธนาการอะไร....ต่างกับตนเองที่ต้องกลบฝังตัวตนทั้งหมดของตนไว้ ภายใต้นามของ"คุจิคิ"

ถ้าจะมองกันให้ดีๆแล้ว......เหมือนกับว่า อ.คุโบจงใจเขียนให้โอริฮิเมะมาเป็นกระจกของลูเคียยังไงก็ไม่ทราบ โอริฮิเมะขาดเรื่องความกล้าหาญ......ลูเคียขาดเรื่องความสดใสสมวัยทั้งสองคนนี้ล้วนมีสิ่งเติมเต็มซึ่งกันและกันได้...(และมันก็ชวนให้จิ้นยูริดีจริงๆ.....- -") ซึ่งถ้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นชายก็ย่อมเป็นคู่ที่เหมาะสมกันที่สุด แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้...เพราะโอริฮิเมะได้มอบดวงใจไว้ให้กับอิจิโกะไปเรียบร้อยแล้ว

แต่น่าเสียดายที่อิจิโกะซึ่งโอริฮิเมะปักใจรักมั่นนั้น...คงจะไม่มองเธอมากไปกว่าคำว่า"เพื่อน"แล้วล่ะครับ..... และดูท่าว่า อ.คุโบะ จะจัดให้อิจิโกะลงเอยกับลูเคียเสียแล้ว....

ดังนั้น.....ถ้าจะมีใครซักคนมาอยู่เคียงข้างสาวน้อยแอ๊บแบ๊วคนนี้.....ก็คงไม่มีใครเหมาะสมไปกว่าเจ้าชายเย็นชาอย่างอุลคิโอร่าแล้วล่ะครับ เพราะนิสัยของสองคนนี้เป็นการผสมกันอย่างลงตัวจริงๆ แม้ว่าคนนึงจะเป็นสาวแอ๊บแบ๊วอีกคนก็เป็นหนุ่มมาดขรึม แต่ว่าจากฉากเชือดเฉือนอารมณ์ของสองคนนี้ ทำให้รู้สึกว่า อ.คุโบ ได้หมั้นหมายเจ้าหญิงวุ่นวายกับเจ้าชายเย็นชาคู่นี้ไว้เรียบร้อยแล้วล่ะครับ 555+.....



โทเซ็น คานาเมะ - คุณธรรมจอมปลอม หรือ ความดีที่บิดเบี้ยว


ก่อนอื่นต้องขอยอมรับว่าตัวละครตัวนี้เป็นตัวละครตัวแรกที่คิดอยากเขียนบทวิจารณ์เลยล่ะครับ เนื่องด้วยพฤติกรรมที่แสดงออกมา ทำให้ชวนสงสัยเหลือเกินว่า ไอ้ความยุติธรรมที่โทเซ็นพร่ำพูดอยุ่ตลอดเวลานั้น...เป็นความรู้สึกจากใจจริงหรือเป็นแค่การสร้างภาพกันแน่....

แรกเริ่มเดิมทีโทเซ็นก็เป็นเพียงชาวเมืองลูคอนธรรมดาคนหนึ่งที่ตาบอดมาแต่กำเนิด เขาเคยแอบหลงรักหญิงสาวคนหนึ่ง แต่ด้วยความเจียมตัวว่าตนเองเป็นเพียงคนตาบอด เขาจึงไม่กล้าที่จะเอ่ยความในใจกับเธอ จนกระทั่งหญิงสาวคนนั้นเข้าโรงเรียนยมฑูตและได้เข้าสู่หน่วยพิทักษ์ นั่นยิ่งทำให้ระยะห่างระหว่างเขากับเธอยิ่งมากขึ้นอีกจนสุดเอื้อม.....

วันหนึ่งหญิงสาวคนนั้นได้มาบอกกับโทเซ็นว่าเธอจะแต่งงาน ซึ่งเจ้าบ่าวของเธอก็ไม่ใช่ใครอื่น เป็นยมฑูตในหน่วยที่เธอสังกัดอยุ่นั่นเอง.....แม้จะเจ็บปวดเพียงใด แต่โทเซ็นก็ต้องฝืนยิ้มพร้อมกับอวยพรให้กับอดีตรักครั้งแรกของเขา....

แต่.....ความสุขมักอยุ่ไม่ยืนนาน ไม่นานนักหญิงสาวคนนั้นก็ถูกสามีฆ่าตาย ด้วยเหตุผลจากการมีปากมีเสียงกัน....และจากความตายของเธอนี่เอง ที่ให้ความรู้สึกบางอย่างของโทเซ็นเริ่มแปรเปลี่ยนไป เขามีความรุ้สึกว่าโลกนี้ช่างไม่มีความยุติธรรมเสียเลย เขาจึงสาบานต่อหน้าศพของหญิงสาวอันเป็นที่รักว่า เขาจะค้นหาความยุติธรรมให้กับโลกนี้เอง พร้อมกับนำดาบของเธอมาเป็นดาบประจำตัวของเขา เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจในคำมั่นครั้งนั้น.....

จากนั้นเขาจึงมุ่งมั่นและพยายามอย่างหนักจนได้เข้าร่วม 13 หน่วยพิทักษ์  และที่นี่เองเขาก็ได้พบกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งนั่นก็คือ "โคมามูระ ซาจิน" เนื่องจากโทเซ็นตาบอด จึงมองไม่เห็นหน้าของโคมามูระซึ่งเป็นมนุษย์หมาป่า ทำให้ทั้งคุ่เปิดใจคุยกันได้ และกลายเป็นเพื่อนสนิทไปในที่สุด.....

วันเวลาผ่านไป....ทั้งคู่ต่างก้าวหน้าในงานของตน โทเซ็นได้เป็นหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ที่ 9 และโคมามูระได้เป็นหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ที่ 7 แต่ทั้งสองก็ยังคงเป็นเพื่อนสนิทกันเรื่อยมา......

จนกระทั่งวันหนึ่ง....โทเซ็นตัดสินใจทรยศโซลโซไซตี้ ไปร่วมมือกับไอเซ็นและหนีไปจากโลกวิญญาณ โดยทิ้งไว้เพียงคำพูดที่ฟังแปลกหูเหลือเกินสำหรับคนที่ทรยศต่อเพื่อนสนิทและแผ่นดินเกิดของตน...

"ถ้าคุณธรรมในโลกมีไม่เพียงพอ ตัวข้าจะเป็นคุณธรรมเอง"


จากประโยคนี้แหละครับ ที่ทำให้ผมเกิดความสงสัยว่า ตกลงแล้วโทเซ็นเป็นคนดีหรือเปล่า......เพราะฟังแล้วรู้สึกเหมือนกับคำพูดเพ้อฝันของพวกผู้ก่อการร้าย อย่างเช่น "เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมกัน" "เพื่อสร้างโลกที่ไร้การกดขี่" ฯลฯ  แม้จะฟังดูเหมือนการเรียกร้องหาคุณธรรม แต่ก็แฝงไปด้วยความทะเยอทะยาน ประมาณว่า "ถ้าไม่สามารถทำให้สังคมนี้ีขึ้นได้....ฉันก็จะสร้างสังคมใหม่ขึ้นมาเอง"....

ถ้ามองกันแค่คำพูดตรงนี้....โทเซ็นก็คงจะเปรียบได้กับ"คุณธรรมจอมปลอม"ของพระเอกการ์ตูนชื่อดังคนหนึ่ง นั่นก็คือ...."ยางามิ ไลท์" ในตอนแรกไลท์ก็มีความฝันที่สวยงามในการสร้างสังคมที่สมบูรณ์แบบเช่นกัน โดยการพิพากษาเหล่าอาชญากรด้วย Death Note....แต่สุดท้าย....ตัวไลท์เองก็หลงไหลในอำนาจ ใช้ Death Note เพียงเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับตน จนไม่ต่างอะไรกับคนที่เขาเคยพิพากษาไป.....

แต่ถ้าเราจะมองกันถึงปูมหลังที่ผ่านมาทั้งหมด......ผมกลับเทน้ำหนักไปทางฝั่ง"ความดีที่บิดเบี้ยว"มากกว่าครับ เนื่องจากการตายของหญิงที่รัก ทำให้โทเซ็นรุ้สึกว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรม เกิดเป็นปมในใจขึ้นมา จนกระทั่งมาเจอกับไอเซ็น.....(ซึ่งจนเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่า เพราะอะไรเขาถึงทรยศโซลโซไซตี้.....ได้แต่หวังว่าคงจะไม่ใช่เหตุผลดาดๆทั่วไป อย่างเช่น "จะครองโลก" หรือ "จะเป็นจ้าวแห่งโลกวิญญาณ" หรอกนะครับ)

คาดว่าไอเซ็นคงจะใช้วาทศิลป์อะไรบางอย่าง ขุดคุ้ยจนกระทั่งปมเล็กๆในใจของโทเซ็นเกิดขยายใหญ่ขึ้นมา และไอเซ็นก็อาศัยช่วงนั้นเองเกลี้ยกล่อมให้โทเซ็นมาเป็นพรรคพวกด้วยจนได้....เปรียบเทียบง่ายๆก็เหมือนกับการที่เหล่าผู้ก่อการร้ายเอ่ยอ้างเรื่องศาสนาเพื่อล่อลวงให้คนธรรมดากลายมาเป็นสมาชิกของตนนั่นแหละครับ....โทเซ็นเองมีความรู้สึกไม่ดีต่อโลกนี้อยุ่แล้ว....บวกกับฝีมือด้านการเล่นกับจิตใจคนของไอเซ็น จึงไม่แปลกที่โทเซ็นจะกลายเป็นเบี้ยหมากตัวหนึ่งให้กับแผนการณ์ของราชันย์แห่งฮูเอโก้ มุนโด้ในที่สุด....

(อ้างอิงจากคำพูดของไอเซ็นที่เคยพูดไว้หลังจากที่จ้วงฮินาโมริ โมโมะในห้องประชุม 46 ห้องวังกลางว่า "ข้าไม่เคยเห็นคนอื่นเป็นรองหัวหน้าหน่วย 5 นอกจาก อิชิมารุ งิน"....นั่นน่าจะแปลได้ว่า...โทเซ็น ไม่ได้มีความสำคัญกับไอเซ็นเลย เป็นเพียงแค่หมากตัวหนึ่งเท่านั้น)
.
.
.

"ถ้าคุณธรรมในโลกมีไม่เพียงพอ ตัวข้าจะเป็นคุณธรรมเอง"

 

ถ้าในวันนั้นผมยืนอยู่ ณ ที่ตรงนั้นด้วย......ผมก็คงจะตะโกนไล่หลังโทเซ็นไปว่า.....



"ถ้าเจ้าเรียกสิ่งที่ทำทั้งหมดว่าคุณธรรม.....ข้าก็ไม่อยากให้โลกนี้มีคุณธรรมเช่นกัน...."

 

 ++++++++++++++++++++++++++++++++

 

โอยเหนื่อย....กว่าจะเขียนเสร็จ.....ยากน่าดูเหมือนกันนะครับนี่.....

ถ้าหากใครมีความเห็นอย่างอื่นเพิ่มเติม ก็ลองมาแชร์กันได้ครับผม.....

ใจจริงอยากจะเขียนเรื่องของไอเซ็นด้วยละนะครับ แต่ว่าปูมหลังของไอเซ็นก็ช่างลึกลับเสียเหลือเกิน ไม่มีอะไรที่จะหยิบมาเป็นประเด็นพูดคุยได้เลย....- -"